alldesignersunglasses.com

อันดับ 4 ลีกอังกฤษ หรือแชมป์ ยูโรปา ลีก?

ถ้าหากไม่เกิดเหตุ ''ก๊อดซิลล่า Vs. คิงคอง'' ขึ้นบนโลกเน่าๆของเราเสียก่อน พวกพ้องปีศาจร้ายแดงคงจะคุ้ยเขี่ยผ่านเข้ารอบ 8 กลุ่มท้ายที่สุด ยูโรปา ลีก ได้เสร็จ
นี่คือโทรฟี้ที่มีความหมายระดับยอดเพียงแต่รายการเดียวของยุโรปในที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่เคยสัมผัสอย่าว่าแต่ว่าสัมผัสเลยนะครับ – ไม่เคยเฉียดฉิวใกล้ด้วยซ้ำ
ดูอย่างกับว่าถ้วยนี้ไม่ค่อยถูกโฉลกกับ แมนฯ ยูไนเต็ด สักเท่าไหร่ แถมจำนวนมากพวกเขามักดำเนินชีวิตอย่างหรูหราแล้วก็มีตระกูลกว่าบนทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนานๆถึงจะลดตนเองลงมาเล่นในถ้วยนี้สักครั้ง ซึ่งจำนวนมากเป็นการถูกบังคับให้มาแบบไม่ค่อยเต็มใจเพียงฤดูกาลนี้ ถ้วย "ยูโรปา ลีก" เปลี่ยนเป็นจุดมุ่งหมายอันดับหนึ่งที่พวกพ้องปีศาจร้ายแดงจำเป็นต้องเอามาให้ควรได้
นอกจากจะหมายถึงเกียรติยศแล้วก็การบรรลุผล มันอาจจะเป็นเพียงแต่ทีทางเดียวที่ช่วยทำให้พวกเขากลับเข้าสู่ทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกรอบ
การกลับไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถือว่าสำคัญสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด มากครับผม สำคัญทั้งในแบบ "รูปธรรม" แล้วก็ "นามธรรม" เลยทีเดียว เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งรายได้พรั่งพร้อม – การได้มีส่วนร่วมในรายการนี้ไม่ได้แตกต่างจากพลังเย้ายวนใจผู้เล่นระดับดาวดังให้มาร่วมกลุ่มอีกด้วยที่สำคัญคือการเบียดตนเองเข้ามาเป็น 1 ใน 4 ขั้นแรกของตารางพรีเมียร์ลีกดูจะเกิดเรื่องยากมากเพิ่มขึ้นทุกที
วันก่อนพึ่งจะครบรอบ 100 วันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ติดอยู่ที่อยู่ในอันดับ 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก ว่าแล้วก็ล้อเลียนกันสนุกสนานสนามตามสูตรสำเร็จของโลกโซเชี่ยลจริงๆคงจะทำบุญทำทานร้อยวันไปเลย – ไหนๆก็อยู่ในอันดับ 6 ครบ 100 วันแล้วนี่ 555
คะเนดูแล้ว ฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะหนีอันดับ 6 ไม่พ้นแล้วล่ะ เพราะจะว่าไปในฤดูกาลนี้ พวกเขาได้โอกาสสะบัดอันดับ 6 ของตนเองทิ้งไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 4-5 ครั้งทุกครั้งที่ช่องทางพุ่งเข้ามาหาก็มักมีอันจำเป็นต้องกำเนิดอะไรขึ้นสักอย่าง ยกตัวอย่างเกมล่าสุดที่เซิ้งกับ บอร์นมัธ ในบ้าน
เกมนั้นถ้าหากผู้ร่วมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นฝ่ายมีชัยก็จะดีดอันดับ 6 ทิ้งไปได้อย่างไม่ต้องสงสัยอย่างต่ำๆ2 อาทิตย์ แต่ว่าจนแล้วจนรอดก็กลับยัดเยียดความแพ้พ่ายให้แขกมิได้ ในขณะที่คู่แข่งเหลือผู้เล่น 10 แถม แมนฯ ยูไนเต็ด ได้จุดลูกโทษอีกต่างหากอีหรอบนี้คงจะถูกใครซักคนบนฟ้าแกล้งแล้วล่ะหรือไม่ก็น่าจะถูกสาบให้อยู่ในอันดับ 6 ตลอดกาลจนกว่าจะจบฤดูกาล แค่นี้ยังไม่เพียงพอการมีศึกอื่นๆรอบด้านนำมาซึ่งการทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ลงแข่งในพรีเมียร์ลีกล้าช้ากว่าคู่แข่งขันอย่าง ลิเวอร์พูล
เหตุการณ์ล่าสุด กลุ่มอันดับ 6 ของตารางอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกกลุ่มอันดับ 4 อย่าง ลิเวอร์พูล ทิ้งห่างไปเป็น 6 แต้มแล้ว แม้จะแข่งน้อยกว่า 2 นัดหมายก็ตามทีต่อยก่อนเป็นต่อครับผมคือตาม 6 แต้ม โดยแข่งน้อยกว่า 2 นัดหมาย มองผิวเผินเหมือนไม่เสียเปรียบอะไร – แค่ชนะ 2 นัดหมาย แต้มก็จะเท่ากันโดยทันที
แต่ว่ามันยังไม่เกิดขึ้นยังไงนะครับ แล้วก็ไม่มีอะไรมาค้ำประกันด้วยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะชนะทั้ง 2 นัดหมายที่หลงเหลือ ผิดกับ ลิเวอร์พูล ที่ลงเล่นไปเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วก็นำอยู่ 6 แต้มคือความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

เปรียบเป็นจุดลูกโทษ ลิเวอร์พูล ก็สังหารไปก่อน 2 ลูก โดยเข้าไปตุงตาข่ายทั้ง 2 ลูก ช่วงเวลาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้โอกาสยิงทีหลัง 2 ครั้ง แต่ว่าถึงแม้ว่าจะเข้าทั้ง 2 ครั้งก็ทำเป็นแค่ตีเสมอ มิซ้ำยังบีบคั้นกว่าต่อไปนี้มาดูโปรแกรมที่คงเหลือของทั้ง 2 กลุ่มครับผม
ลิเวอร์พูล เหลือพบกลุ่มใหญ่ด้วยกันแค่เพียงนัดหมายเดียว คือบุกไปเยือน แมนฯ ซิตี้ ในวันอาทิตย์นี้ แล้วก็มีศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้อีกนัดหมาย นอกจากนั้นอีก 8 นัดหมายที่เหลือ มีแต่ว่ากลุ่มที่เล็กกว่า ขณะโปรแกรมที่เหลือของ แมนฯ ยูไนเต็ด ถือว่าหนักกว่าครับผม เพราะยังจำเป็นต้องพบกลุ่มใหญ่อย่าง เชลซี, สเปอร์ส, อาร์เซน่อล รวมทั้งนัดหมายหลงเหลือกับ แมนฯ ซิตี้ แถมผลงานในการพบกลุ่มพิกัดใกล้เคียงกันไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่ เพราะพึ่งจะเอาชนะได้แค่ "น้องไก่" กลุ่มเดียวในฤดูกาลนี้
ด้วยเหตุผลดังกล่าวการหวังว่าจะได้อันดับ 4 บนตารางพรีเมียร์ลีก แล้วก็ได้แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วยดูจะเป็นอะไรที่เกินกำลังไปสักนิดสักหน่อยว่าแล้วคงจำเป็นต้องเลือกนะครับ เลือกไปทางใดทางหนึ่งแบบเต็มตัว เพราะมันคงยากที่จะเก็บคุณไว้ทั้ง 2 ตัว เอ๊ย! 2 คน
พรีเมียร์ลีก เหลืออีก 11 นัดหมาย ตามหลังอันดับ 4 อย่าง ลิเวอร์พูล 6 แต้ม แข่งน้อยกว่า 2 นัดหมาย ประตู-ได้เสียด้อยกว่าอยู่ถึง 8 ประตู แปลว่าถึงแม้ว่าจะชนะทั้ง 2 นัดหมายในเกมหลงเหลือ ถ้าหากคิดจะแซงหงส์แดงก็จำเป็นต้องชนะคู่แข่ง 2 นัดหมายรวมกันให้ได้มากกว่า 8 ประตูแล้วก็ไม่เพียงแค่ ลิเวอร์พูล ยังมีกลุ่มอันดับ 5 อย่าง อาร์เซน่อล ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องห้ำหั่นด้วย
อย่างงี้เบนเป้าไปที่ ยูโรปา ลีก เต็มตัวเลยดีมากกว่า เพราะถ้าหากเอาชนะ รอสตอฟ ได้เสร็จในเกมเมื่อคืนวันพฤหัสฯ ถ้าหากจะไปให้ถึงตำแหน่งแชมป์ก็เหลืออีกแค่ 5 เกมเพียงแค่นั้น (2 เกมในรอบ 8 กลุ่ม + 2 เกมในรอบตัดเชือก + 1 เกมในนัดหมายชิงฯ)
ถ้าหากคิดจะเอาทั้ง 2 รายการ คืออันดับ 4 ด้วย แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วย นอกจากจะเกินกำลังแล้ว ครั้งคราวมันบางทีอาจดึงกันเองจนพุ่งเข้าชนความไม่ประสบผลสำเร็จทั้ง 2 รายการ…ก็…เป็น…ได้
ทางที่ดีเดิมพันกับแชมป์ ยูโรปา ลีก ไปเลยดีมากกว่า ว่าแล้วก็เอาค้อนปอนด์มา "ทุบหม้อข้าว" ของตนเองในพรีเมียร์ลีกทิ้งไปเลย!
คือไม่ต้องสนกับการฉกชิงอันดับ 4 อีกต่อไปพลางทำใจเห็นด้วยอันดับ 6 ของตนเองว่ามันก็สวยดีเหมือนกันนะ แล้วมุ่งเน้นไปในทางสาย ยูโรปา ลีก เพียงแต่รายการเดียว เปรียบเหมือนการทุบหม้อข้าวตนเองทิ้ง เพื่อเข้าตีฐานทัพของข้าศึก ถ้าเกิดไม่ชนะ ถ้าเกิดยึดมิได้ก็จะไม่มีข้าวสวาปามส์ เพราะตนเองทุบหม้อข้าวแตกหมดแล้ว ดังนั้นจำเป็นต้องเอาชนะข้าศึกหรือครองแชมป์ให้ได้เพียงแต่สถานเดียว
ย้อนกลับไปในปี 2005 ลิเวอร์พูล จากความคิดของกุนซือหนวด – ราฟาเอล เบนิเตซ ก็เคยใช้แนวทางนี้ครับผม คือทุบหม้อข้าวตนเองทิ้งไปเลย โดยจัดกลุ่มแบบไม่เต็มดูดในพรีเมียร์ลีก เพื่อเน้นย้ำใน แชมเปี้ยนส์ ลีก เพียงอย่างเดียว (จนถูกสหายร่วมเมืองอย่าง เอฟเวอร์ตัน เอาอันดับ 4 ไปครอง)

โค้งสุดท้ายปิดซีซัน

 

ผ่านโค้งสุดท้ายและกำลังจะควบรีบเร่งเข้าทางตรงเพื่อพุ่งเข้าเส้นชัยแล้วนะครับสำหรับสงครามแข้งพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาลนี้
เหตุการณ์ด้านการลุ้นแชมป์ เชลซี ยังนำหัวหน้าฝูงแบบยาวๆโดยทิ้งห่างผู้เอาอย่าง สเปอร์ส อยู่ถึง 7 แต้ม กับอีก 7 นัดหมายที่เหลือ ขณะการแย่งกันเป็นชั้น 3 และชั้น 4 เพื่อชิงพื้นที่ไป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ดูเหมือน อาร์เซน่อล จะอาการหนักกว่าเพื่อน จังหวะหลุดจากท็อปโฟร์เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีมีสูงบรรลัยเลยทีเดียว ส่วนการดิ้นรนหนีตกชั้น ทีมบ๊วยของตารางอย่าง ซันเดอร์แลนด์ ก็น่าจะรอดยากแล้วล่ะขอรับว่าแล้วขออนุญาตสรุปเหตุการณ์ล่าสุดของทั้ง 20 ทีมในพรีเมียร์ลีกแบบเพียงพอสังเขป
เชลซี : นำห่างถึง 7 แต้มกับอีก 7 นัดหมายที่เหลือ แม้ อันโตนิโอ คอนเต้ จะชี้ให้เห็นว่าเน้นทุกนัดหมายแบบ "เอาตาย" บนความไม่ประมาท แต่ประวัติศาสตร์กล่าวว่าในเมื่อมันยังไม่จบ เรื่องราวหักมุมอย่างหนักก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลา
อาทิตย์นี้ เชลซี จะต้องบุกไปเยี่ยม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ที่แม้น แมนฯ ยูไนเต็ด และฤดูกาลนี้จะมีอุปสรรคต่อการเอาชนะแขก แถมมีการต่อสู้สำคัญใน ยูโรปา ลีก มาประกบหน้าและประกบหลัง แต่มันคือศึกที่เกียรติที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ย่อมต้องการล้มทีมเก่าของตัวเองให้ต้องได้ ซึ่งนั่นนับว่าพรรคพวกสิงห์บลูส์ได้โอกาสเสียแต้มจากแมตช์นี้แค่นี้ยังไม่เพียงพอ
ยังมีอีก 2 เกมที่ เชลซี จะต้องออกไปเยี่ยม เอฟเวอร์ตัน กับ เวสต์บรอมฯ ซึ่ง 2 เกมนี้แหละที่ผู้ไล่ล่าอย่าง "คลับไก่" อาจตั้งความหวังพลางแช่งชักหักกระดูกทีมหัวหน้าฝูงว่าบางทีอาจจะสะดุดรอคอยพวกเขาบ้างแต่
เชลซี ยังแสดงให้เห็นถึงฟอร์มการเล่นที่บ่อย จิตใจเข้มแข็ง – แพ้ยาก และไม่พลาดง่ายๆเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดวันอาทิตย์นี้สามารถบุกไปลบเหลี่ยมซาตานแดงถึงถิ่น สมาชิกของ อันโตนิโอ คอนเต้ อาจพุ่งเข้าชนตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จแบบไม่มีปัญหาอะไร
สเปอร์ส : นับจากเปลี่ยนศักราชใหม่ "คลับไก่" คือทีมที่โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงแบบทะลักจุดแตกมากที่สุด ด้วยเกมรุกที่ดุดันและกะซวกทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่ขวางทาง โดยในตอนนี้ชนะมา 5 ครั้งติดต่อกันแล้ว แถมเพิ่งจะได้ดาวกระหน่ำประตูคนสำคัญอย่าง แฮร์รี่ เคน กลับมาจากอาการเจ็บอีกต่างหาก สิ่งที่สมาชิกของ เมาริสิโอ โปเช็ตตำหนิโน่ ต้องทำให้ได้ในอีก 7 นัดหมายที่เหลือคือชนะคู่แข่งขันของตัวเองให้ได้ทั้งสิ้น
สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ 7 นัดหมายที่เหลือนั้นมีเกมที่ต้องออกไปเยี่ยมทั้ง เลสเตอร์, คริสตัล พาเลซ, เวสต์หมูแฮม และทีมหนีตกชั้นอย่าง ฮัลล์ สิตี้ นอกเหนือจากนี้ยังมีศึกที่เกียรติกับทีมที่ตัวเองแพ้ทางอย่าง อาร์เซน่อล อีกต่างหาก
จริงอยู่ที่ชั่วโมงนี้ ฟอร์มการเล่นของ สเปอร์ส เหนือกว่าคู่ปรับแสนรักของตัวเอง แต่ต้องไม่ลืมเลือนว่าทีมปืนโตก็จะทำทุกวิถี เพื่อกัดกันไม่ให้พวกเขาประสบผลสำเร็จเหมือนกัน ด้วยเหตุนั้นอาจทำดีที่สุดเพียงแค่ "รองแชมป์"

ลิเวอร์พูล : ภายหลังออกสมุทรไปไกลนับจากเปลี่ยนศักราชใหม่จนกระทั่งยืนระยะในการลุ้นแชมป์ไม่ถึงบั้นปลาย พรรคพวกหงส์แดงกลับมาอยู่ในฟอร์มการเล่นที่ผ่องใสอย่างน่าหวาดผวาอีกครั้ง โดย 6 เกมล่าสุด ชนะ 4 นัดหมาย และหลุดเสมอเพียงแค่ 2 นัดหมายเท่านั้นเอง
เหตุการณ์ล่าสุด พวกเขานำ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ 6 แต้ม แม้จะแข่งมากยิ่งกว่า 2 นัดหมาย แต่ประตูได้-เสียก็ยังดีมากกว่า แถมได้คะแนนแบบเต็มๆไปเป็นระเบียบเรียบร้อยส่วนโปรแกรมที่เหลือ 6 นัดหมายก็เจอทีมที่ชั้นต่ำลงมากยิ่งกว่าตัวเองทั้งสิ้น – ดูแล้วอย่างไรก็ไม่หลุดท็อปโฟร์แน่นอน
แมนฯ ซิตี้ : เรื่องลุ้นแชมป์ไม่ต้องกล่าวถึง เพราะเหตุว่ามันจบแล้วขอรับนาย เอ๊ย! เพราะเหตุว่ามันจบไปนานแล้ว ทว่ายังได้โอกาสติดท็อปโฟร์ค่อนข้างจะสูง แม้ในตอนนี้ สมาชิกของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อยู่บนชั้น 4 ของตาราง นำหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่เพียงแค่ 4 แต้ม แถมแข่งมากยิ่งกว่า 1 นัดหมายก็ตาม เพราะเหตุว่าคู่ต่อสู้อย่างซาตานแดงต้องเจอการต่อสู้ที่หนักหน่วงมากกว่าทั้งใน ยูโรปา ลีก และพรีเมียร์ลีก
เกมชี้ชะตาคือการเจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในบ้านตัวเองนี่แหละ ถ้าเกิดแออัดยัดเยียดความปราชัยให้ทีมสีแดงในเมืองเดียวกันได้สำเร็จ ก็อาจค้ำประกันว่าได้ไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าแน่นอน
แมนฯ ยูไนเต็ด : ถึงนี้ยังมีประตู 2 บานให้เลือกเข้าไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่การตะกุยตะกายขึ้นไปบนชั้น 4 พรีเมียร์ลีกเปลี่ยนเป็นเรื่องยากระดับเข็นเทือกเขาขึ้นครกของพวกเขาซะแบบนั้น เพราะเหตุว่าทุกครั้งที่ได้โอกาสก็มักจะเอาจังหวะนั้นยัดลงไปในโถส้วมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แล้วกดชักโครกซ้ำถึง 2 ครั้งแบบไม่จำเป็นจะต้องมีเหตุมีผล และไม่ได้อยากต้องการความรู้ความเข้าใจใดๆก็ตามทั้งหมด!
"ซาตานแดงสามแง่ง" ตามหลัง ลิเวอร์พูล อยู่ 6 แต้มครึ่ง เพราะเหตุว่าประตูได้เสียด้อยกว่าถึง 6 ประตู ถ้าเกิดคิดจะแซง นอกเหนือจากจะต้องชนะในเกมหลงเหลือให้ได้ทั้ง 2 นัดหมาย พวกเขาต้องชนะคู่แข่งขันรวมกันมากยิ่งกว่า 6 ประตูอีกต่างหาก
ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้นยังต้องเจอเกมที่ทั้งหนักและถี่กว่าราษฎร โดยในคิวแข้งที่เหลือต้องเซิ้งกับทีมขนาดใหญ่ระดับเฮฟวี่เวตอย่าง เชลซี, แมนฯ ซิตี้, สเปอร์ส และอาร์เซน่อล อย่างนี้จบด้วยชั้น 5 ไม่ตกลงไปอยู่ในชั้น 6 ที่รู้จักดีมาตลอดฤดูกาล นับว่าประสบผลสำเร็จแล้ว 5555
อาร์เซน่อล : ภายหลังออกไปโดน คริสตัล พาเลซ กะซวกไส้แตกเมื่อคืนวันจันทร์ พวกเขาตามตูดทีมชั้น 4 อย่าง แมนฯ ซิตี้ อยู่ 7 แต้ม แม้จะแข่งน้อยกว่า 1 นัดหมาย แต่ดูจากฟอร์มการเล่นของทีมสีครึ้มปืนโตและทุ่งนาต่อนี้ไปมีแต่ถอยหลังเข้าคลอง เพราะเหตุว่าปราศจากทั้งจิตวิญญาณและความหื่นหิวเหมือนคนที่กำลังจะใกล้ "เด๊ดห่า" อยู่รอมร่ออย่าว่าแต่ติดอันดับ 4 เหมือนเช่นเคยเลยขอรับ ฟอร์มนี้เอาเพียงแค่ปีนขึ้นไปอยู่ชั้น 5 หรือรักษาชั้น 6 ยังยากเลยขอรับคุณ!
เอฟเวอร์ตัน : ติดอยู่อยู่ในชั้น 7 มาอย่างนานเกือบทั้งฤดูกาล เพราะเหตุว่ายังไม่ดีพอที่จะทำชั้นให้สูงเกินไปกว่านี้ ก็แค่ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องโดนแซง เพราะเหตุว่านำทีมชั้น 8 ของตารางอยู่ถึง 10 แต้ม

ทีมลูกกวาดมีอาวุธหนักอย่าง โรเมรู ลูกากู ที่นำดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก นำมาซึ่งการทำให้พวกเขาไม่ค่อยเจอกับปัญหาในการตบทีมที่ชั้นต่ำลงมากยิ่งกว่าตัวเองให้หัวทิ่มแทงสักเท่าไหร่ ฟอร์มการเล่นก็ค่อนข้างจะบ่อย ชนะในเกมที่ตัวเองควรจะชนะ และแพ้ให้กับทีมที่ตัวเองสมควรจะพ่ายแพ้
แต่ ถ้าเกิดนักเตะทีมปืนใหญ่ยังเล่นไล่พี่สาวย์ เอ๊ย! ไล่โค้ชอยู่แบบนี้ เอฟเวอร์ตัน มีสิทธิ์ขยับขึ้นไปชั้น 6 พลางถีบ อาร์เซน่อล ตกลงไปชั้น 7Fun88ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นก็ฮากันเลยทีเดียว
เวสต์บรอมฯ : ไม่มีอะไรให้ต้องลุ้น เพราะเหตุว่าตามหลัง เอฟเวอร์ตัน 10 แต้ม และไม่ตกชั้นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ขอดุเป็นภาษามอนเตเนโกรหน่อยเหอะว่า "ไอ้เจสสสสเข้" เพราะเหตุว่าอาทิตย์ก่อนพวกแกเล่นบุกไปกระทั่งถึงเสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงถิ่น แต่เกมถัดมากลับแพ้ วัตฟอร์ด แบบสบายๆก่อนโดน เซาธ์หมูแฮมป์ตัน บุกมาอัดติดอยู่ถิ่นซะงั้น
เซาธ์หมูแฮมป์ตัน : ฤดูกาลนี้เสียเนื้อเสียตัวผู้เล่นสำคัญไปเยอะแยะ แต่ยังประคองตัวจบกลางๆตารางโดยไม่ต้องหนีตกชั้นแบบสบายๆ
วัตฟอร์ด : บางทีอาจจะไม่ดีเหมือนฤดูกาลก่อน แต่ก็มิได้ห่วยแตกจนกระทั่งเกินไปนักจนกระทั่งคงจะอยู่สบายๆแถวกึ่งกลางตาราง
เลสเตอร์ : ตั้งแต่แมื่อปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ ออกมาจากตำแหน่งผู้จัดการทีม – เลสเตอร์ สิตี้ ก็กลายร่างกลับมาเป็น "แชมป์เก่า" ในความหมายของ "แชมป์เก่า" จริงๆแบบพ่อไม่เข้าใจตุ้มเหมือนกันว่ามันเพราะอะไร พวกเขาชนะ 5 ครั้งติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก ก่อนแพ้ เอฟเวอร์ตัน เพราะเหตุว่าถนอมตัวสำคัญไว้เล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก
ว่าแล้วก็ดีดตัวหนีโซนอันตรายขึ้นมากึ่งกลางพลางทิ้งห่างทีมในที่สุดที่จะโดนถีบตกชั้นเป็น 8 แต้ม แถมแข่งน้อยกว่าอีก 1 นัดหมาย เช่นไรก็อาจไม่ตกชั้นแน่นอน
เบิร์นลี่ย์ : เหตุการณ์บางทีอาจยังไม่ปลอดภัยต่อการตกชั้น กระนั้นเกมในบ้านที่กล้าแกร่งและดุดันมากจะช่วยให้พวกเขาเอาชีวิตรอดได้แบบแห้งสบายมากกว่ามิได้ใส่อะไรเลย
สโต๊ค : นำทีมในที่สุดที่จะตกชั้นอยู่ 8 แต้ม กับอีก 6 นัดหมายที่เหลือ เพียงแค่ชนะบ้าง แพ้บ้าง สลับกันไปก็คงจะอยู่ต่อแบบไม่ตกที่นั่งลำบากอะไรมากเท่าไรนัก
เวสต์หมูแฮม : การย้ายจาก อัพตัน พาร์ค มาบ้านที่หลังใหญ่กว่าอย่าง ลอนดอน สเตเดี้ยม กลับทำให้ผลงานของพวกเขาตกต่ำลงมากยิ่งกว่าเมื่อซีซั่นที่แล้วซะแบบนั้น ฟอร์มการเล่นก็ค่อนข้างจะน่าเป็นห่วง แต่ก็ยังดีเกินกว่าที่จะตกชั้นในฤดูกาลนี้
บอร์นมัธ : อยู่เหนือโซนตกชั้น 7 แต้ม โดยเหลือ 6 เกม สมาชิกของ เอ๊ดดี้ ฮาว เป็นทีมที่เล่นได้บ้าและสร้างสรรค์กว่าอีกหลายๆทีมในพรีเมียร์ลีกจนกระทั่งเชื่อมั่นได้ว่าไม่กลับลงไปอยู่ในแชมเปี้ยนชิพแน่นอน
คริสตัล พาเลซ : ตอนที่ แซม อัลลาไดซ์ มาคุมทีมใหม่ๆผลงานของ "ดิ อีเกิ้ลส์" ทั้งห่วยและบัดซบมาก โดยไม่ชนะคนไหนกันแน่เลยจนกระทั่งมองมุมไหนก็ไม่น่ารอด

ทันใด "บิ๊กแซม" ก็เสกให้สมาชิกพุ่งเข้าชนชัยถึง 4 เกมติดต่อกันแบบดื้อรั้นๆคริสตำหนิยง เบนเตเก้ กลับมาคลำเป้าได้ ช่วงเวลาที่ วิลฟรีด ซาฮา ก็ฟอร์มจัดจ้าอย่างยิ่ง เกมล่าสุดไล่ขย่ม อาร์เซน่อล 3-0 แม้จะยังไม่ปลอดภัย เพราะเหตุว่าอยู่เหนือโซนอันตรายเพียงแค่ 6 แต้ม (แข่งน้อยกว่า 1 นัดหมาย) เช่นไรก็คงจะเอาชีวิตรอดได้สำเร็จ

และแล้วขุนค้อนปลดล็อกแล้ว

จะดี-ร้ายสักเพียงใด เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก็คงจะมีที่ยืนในสังคมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้าต่อไป ข้างหลังเพิ่งจะกำชัยล้ำค่าในเกมเดิมพันแต้มไป-กลับเมื่อวันเสาร์ก่อนหน้านี้
ความมีชัยเหนือสวอนซี ซิตี้ จากประตูโทนของ เชคู ฉันยาเต้ ได้ส่งให้ทีมขุนค้อนของ สลาเวน บิลิช หายใจเตียนโล่งคอขึ้นมากในอันดับ 14 ของตารางคะแนน เหนือสิ่งอื่นใดยังดีดตัวทิ้งห่าง "หงส์ขาว" คู่แข่งในสนามเมื่อวันวานไปไกลถึง 8 แต้มอีกต่างหากก็เลยนับว่าเป็นแมตช์ปลดปล่อยสำหรับชาว "เดอะ แฮมเมอร์ส" อย่างแท้จริง ข้างหลังเผชิญขณะย่ำแย่สุดบรรยายแพ้ในลีก 5 นัดรวด ไล่ตั้งแต่ปราชัยเชลซี 1-2, บอร์นมัธ 2-3, เลสเตอร์ 2-3, ฮัลล์ ซิตี้ 1-2 แล้วก็อาร์เซน่อล 0-37 เกมติดต่อกันแพ้คนใดกัน ได้แค่ 2 แต้มจากผลเสมอเวสต์บรอมวิช 2-2 แล้วก็วัตฟอร์ด 1-1ย้อนไกลกว่านั้น 9 แมตช์ล่าสุดได้เฮเพียงแต่อย่างเดียวจากทริปฝ่าใต้ไปทุบเซ่าธ์แฮมป์ตัน 3-1
เพลานี้ลักษณะอากาศในกรุงลอนดอนช่างปลอดโปร่งสมกับฤดูใบไม้ผลิ มีแดดออกลมพัดกำลังพอดี ถ้าหากแม้กระนั้นคนละอารมณ์กันอย่างสิ้นเชิงในหมู่กองเชียร์เวสต์แฮม
สลาเวน บิลิช ผู้จัดการทีมชาววัวรแอตเรียกร้องให้สมาชิกยืนหยัดต่อสู้ร่วมกันระหว่างแถลงข่าวก่อนแมตช์ แล้วก็สุดท้ายก็มาได้รางวัลทดแทน
รูปเกมโดยรวมอาจไม่ค่อยสวยหรู ต่อเมื่อแง่งามเป็น "ความมีชัย" แล้วก็ผลการงานเล่นเกมรับที่น่าประทับใจ ไม่เสียประตูหนแรกในรอบ 11 นัด
ไลน์-อัพเปลี่ยนแปลงเพียงแต่ตำแหน่งเดียวจากนัดเยี่ยมอาร์เซน่อลเมื่อกลางอาทิตย์ โดยส่ง โรเบิร์ต สน็อดกราสส์ ลงตัวจริงแทน แอนดี้ สนใจโรลล์ หอพักกร่างใหญ่ซึ่งสภาพร่างกายไม่ฟิต
ดูตามกรรมวิธียืน สน็อดกราสส์ ลงเลื้อยขอบเส้นทางขวา อีกฟากเป็น มานูเอล ลันซินี่ ส่วน มิคาอิล อันโตนิโอ ถูกดันเล่นกองหน้าสลับกันสังกัด อันเดร อายิว ผู้ได้ลงล่าตาข่ายต้สังกัดเก่า
นอกเหนือจากนั้นอย่างเดิม มาร์ค โนเบิล กัปตันทีมคุมแดนกลางร่วมกับ ฉันยาเต้ แบ็กโฟร์มี แซม บายแรม, โชเซ่ ฟอนเต้, เจมส์ คอลลินส์, อาร์กตูร์ มาซูอาฉัน แล้วก็ผู้เฝ้าประตู ดาร แรนดอล์ฟ
สมาชิกของ บิลิช ทุ่มเทเป็นพิเศษตั้งแต่คุณครู เควิน เฟรนด์ เป่านกหวีด มีลุ้นฉับไวจากช่องทางของ อันโตนิโอ รวมถึงจังหวะที่ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ จับลูกโขกเผาขนจาก สน็อดกราส์ บนเส้นประตูพอดิบพอดี
เวสต์แฮมทำสกอร์นำจนได้ใน "ขณะนรก" นาที 44 จากบอลแรกที่ โนเบิล ผู้ฉลองสวมเสื้อเลือดหมู-ฟ้าครบหลัก 400 ป้ายขึ้นหน้าให้ สน็อดกราสส์ มอบพาน ฉันยาเต้ ตะบันเต็มข้อ 25 หลาแทงตูดตาข่าย
ชอตต่อมา ห้องเครื่องทีมชาติเซเนกัล ล้นเข้าไปกอดกับแฟนบอลที่นั่งใกล้ขอบสนามโดยทันที–นี่เป็นอารมณ์ร่วมที่ต่างข้างต่างแสดงออกให้เห็นว่าต้องการความมีชัยมากพอไหน
เป็นโมเมนต์น่าประทับใจจนมาโดนติดเบรกด้วยใบเหลืองแจกให้ตามกฎการแข่งขันชิงชัย ซึ่งบางโอกาสก็มีความคิดว่าควรหยวนๆกันหน่อยในเมื่อมันไม่ใช่ความประพฤติรุนแรง หรือท่าทางยั่วคู่อริแต่อย่างใดเลย
ส่วนร่วมแอสซิสต์ของจอมเลื้อยทีมชาติสกอตแลนด์ก็นับเป็นเรื่องที่ดี ข้างหลังถูกวิจารณ์ฟอร์มการเล่นอยู่เสมอมานับตั้งแต่ย้ายจากฮัลล์ในตอนตลาดฤดูหนาว

ตอนที่เหลือไม่มีสกอร์เพิ่ม กระนั้นจะต้องดูนายทัพข้างหลังบ้านเวสต์แฮมที่เล่นกันมีระเบียบวินัย ร่วมแรงร่วมใจกันเข้าซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอลลินส์ แล้วก็ บายแรม ต่างบล็อกจังหวะสำคัญไว้ได้ในช่วงท้ายเกม
สิ้นเสียงนกหวีดไปด้วย 3 แต้มแสนล้ำค่า แต่มีปัญหาตามมาให้ บิลิช จะต้องขบคิดอีกกระทอกจากการสูญเสียคีย์แมนถึง 2 หน่อโนเบิล กัปตันวันแมนคลับโดนใบเหลืองในนาที 38 สะสมยอดครบเลข 10 พร้อมโทษพักลำแข้ง 2 นัดหน้า
ไม่แค่นั้น อันโตนิโอ ปีกเจ้าเวหะตัวท็อปสกอร์ 9 ประตู ยังมาเจ็บเอ็นข้างหลังต้นขา จนถึงจะต้องขอเปลี่ยนแปลงออกเองในไม่กี่อึดใจก่อนได้ประตูนำ
ตัวรุกวัย 27 ได้ขึ้นบัญชีลำแข้งเดี้ยงตาม อารอน เครสส์เวลล์, วินสตัน รีด, อันเจโล อ็อกบอนน่า แล้วก็ เปโดร โอเบียง ซึ่งเดี้ยงไปก่อนหน้าแต่ละรายนามที่ว่ามาล้วนแต่เป็นนายทัพตัวจริงทั้งหมดเลย!
อย่างไรสิ่งสำคัญที่สุดก็คือความมีชัย ซึ่งทำให้เวสต์แฮมเก็บแต้มรวมทั้งสิ้น 36 ขออีกเพียงแต่ 4 จาก 6 เกมด้านหลังก็พอเพียงยืนยันรอดชีวิตตามมาตรฐานค่าถัวเฉลี่ย
ต่อเมื่อใช้ตรรกะเดียวกันก็น่าเป็นห่วงทีเดียวสำหรับสวอนซี ซึ่งมีเพียงแต่ 28 คะแนน โดนฮัลล์ถีบส่งลงโซนแดงตั้งแต่เมื่อมิดวีกในช่องว่าง 2 แต้ม
ดูดีขึ้นขึ้นอยู่ดีๆในพลันที่ พอล คลีเมนต์ เข้ามารั้งบังเหียนรับช่วงต่อ บ็อบ แบร็ดลี่ย์ ผลสุดท้ายท่าจะเข้าอีหรอบเดิมซะอย่างงั้น! รวมผลแพ้ที่โอลิมปิก สเตเดี้ยมไปด้วย ทีมแคว้นเวลส์ได้แค่แต้มเดียวแค่นั้นในรอบ 5 เกมก่อนหน้านี้
1 แต้มดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วมาจากแมตช์ในบ้านกับมิดเดิ้ลสโบรช์ โดยเสมอ 0-0 แบบเกือบจะแพ้ถ้าหาก รูดี้ เชสเตด หอกผู้มาเยือนโหม่งเข้าเป้าแม่นๆอีกนิดเมื่อวันพุธก่อนหน้านี้ก็โดนสเปอร์สรัวแซง 3 เม็ดในตอน 2 นาทีด้านหลังรวมทดเจ็บค้างรังลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยมอีกต่างหากในทริปบุกสังเวียนบริเวณสแตรทฟอร์ดยิ่งหนัก ส่องเข้าเป้าแค่ 1 ทีตลอด 90 นาทีช่องทางกระจ่างจริงๆจะต้องคอยถึงช่วงหลังจาก ลูเซียโน่ ทุ่งนาร์ซิงห์ ปีกสำรองชาวฮอลันดาซัดผ่านคาน
ปัญหาของทีมหงส์ขาวเว้นแต่เสียประตูง่าย ไม่ได้คลีนชีตนอกบ้าน 15 เกมรวด ก็ยังมีหัวข้อเกมรุกที่ลดความสามารถไปมากเมื่อไร้เงา เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ติดโผ 11 คนแรก
หอกยักษ์เลือดบาสก์เจ็บข้อเท้าจนวืดทั้ง 2 นัดก่อน กระนั้นเพียงพอกลับมาสำรองได้เมื่อวันเสาร์ก็ยังขาดแมตช์ฟิต สร้างอันตรายอะไรไม่ได้เลย
ความปรารถนาพังทลายสกอร์จะต้องฝากฝังไว้กับ จอร์แดน อายิว น้องชายแท้ๆของ อันเดร ซึ่งสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษแทบจะนับครั้งได้เลยกิลฟี้ ซิกูร์ดส์สัน นักฟุตบอลที่เยี่ยมที่สุดของทีมก็มาพบเกมที่เงียบ แผลงฤทธิ์ไม่ออกซะอีกอีกปัญหาหนักหนาสาหัสกว่าเป็น "คุณภาพเชิงลึก"
พอล คลีเมนต์ แทบจะยึดตัวจริงชุดเดิมตลอด 3 นัดข้างหลังที่ไม่มี ยอเรนเต้ เปลี่ยนแปลงแค่จุดเดียวตรงปีกขวา–ทุ่งนาร์ซิงห์ ลงพบโบโร่ ก่อนปรับเอา เวย์น เราท์เล็ดจ์ ลงเลื้อยในแมตช์บู๊สเปอร์ส แล้วก็เวสต์แฮม
นอกเหนือจากนั้นอย่างเดิมเด๊ะ ฟาเบียนสกี้ เฝ้าเสา แผงข้างหลังมี ไคล์ นอห์ตัน, เฟเดริโก้เก๋ เฟร์นานเดซ, แอลฟี้ มอว์สัน, มาร์ติน โอลส์สัน แดนกลาง ลีรอย แฟร์, แจ็ค คอร์ก, ทอม สนใจโรลล์ ตลอดจนสามผสานข้างหน้าอย่าง เราท์เล็ดจ์, อายิว แล้วก็ ซิกข์กี้
พอหันไปยังชอยส์อื่นๆแล้วก็เหนื่อยใจ ไม่นับ ยอเรนเต้ ก็มี กี ซอง-เยือง ห้องเครื่องประเทศเกาหลีใต้ที่ดร็อปลงไปมาก, เจฟเฟอร์สัน มอนเตโร่ จอมเลื้อยเอกวาดอร์หมดสภาพเดี่้ยงไปนานอ่อ…เกือบจะลืม บอร์ฆา บาสโตน ดาวยิงสเปนค่าตัวแพง ผู้ยังปรับนิสัยไม่ได้นับตั้งแต่ย้ายมาจากแอต.มาดริดอีกคน! อย่างไรก็ดี คลีเมนต์ จะได้เปลี่ยนแปลงโผแน่ๆ2 ตำแหน่งในนัดหน้าที่บ้านวัตฟอร์ดยอเรนเต้ น่าได้คืนตัวจริงในเมื่อใช้งาน อายิว คนน้องแล้วไม่เวิร์กนอกเหนือจากนั้น คอร์ก มิดฟิลด์กัปตันทีมดันข้อเท้าเดี้ยงเพิ่ม จะต้องลุ้นฟิตตัวโก่งแม้กระนั้นแนวโน้มชวดมีสูงเวลาไม่รออยู่ คลีเมนต์ แอนด์วัว จะต้องรีบคิดรีบทำนำพาสวอนซีกลับมาเก็บแต้มให้ได้เสมือนทีแรกๆๆที่เข้ามารับงาน

เลสเตอร์ vs ผีแดง


        ''แชมป์เก่า'' เลสเตอร์ แชมป์ตี้ ต้อนรับการมาเยี่ยมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นบิ๊กแมตช์ที่น่าสนใจอีกหนึ่งคู่ในสัปดาห์นี้
สถานะการณ์ทั้งสองทีมที่แตกต่างกันทำให้พนันเกมนี้ข้นคลั่ก

"เดอะ ขัดส์" อยู่อันดับ 16 มี 21 คะแนนห่างจากโซนตกชั้นเพียงแค่ 2 นอกเหนือจากนั้นอันดับสุดท้ายของตารางคะแนนเป็นซันเดอร์แลนด์ห่างเลสเตอร์เพียงแค่ 5 แต้ม ซึ่งก็กล่าวได้ว่าช่องว่างระหว่างพวกเขากับโซนตกชั้นมีความห่างไม่ล้นหลามอะไร

ไม่ใช่เพียงแค่อันดับ 18 อย่างคริสตัล พาเลส เท่านั้นที่พร้อมแซงพวกเขา ตรงกันข้ามทั้งฮัลล์ ที่บุกไปจนกระทั่งเสมอแมนฯยูฯ และก็แมวดำได้โอกาสลดช่องว่างในกรณีที่เลสเตอร์เสียท่าแพ้ในเกม มันเริ่มจากเกมนี้เมื่อรับมือแมนฯยูฯ

ในทางเดียวกัน "ปีศาจร้ายแดง" ทีมที่รองประธานชมรมเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นแฟนๆมานาน บุกมาคิง พาวเวอร์ เที่ยวนี้ไม้่มีลู่ทางมากสักเท่าไรนัก แม้หวังพื้นที่ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังจากเสียท่าเสมอฮัลล์ ซิตี้ อย่างน่าผิดหวัง

อันดับก็ไม่ขยับอยู่ที่ 6 มานานเต็มทน ด้วยเหตุดังกล่าวเกมนี้จะต้องบุกมาสอยเลสเตอร์ติดอยู่บ้านให้ได้ ไม่งั้นช่องว่างอันโดนยืดและก็พวกเขาก็อยู่อันดับหกถัดไป

สถานะการณ์ที่อยากได้ชัยชนะทั้งสองทีมแบบนี้….ผมว่าเกมนี้แฟนบอลได้กำไร ไม่มีเล่นเกมแทกติเตียนก ดึงเกม เพราะเหตุว่าผลเสมอไม่ดีต่อทั้งสองทีมแน่ๆ

ว่ากันถึงเจ้าบ้านขณะนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี เผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่หลวง ไม่ใช่เพราะเหตุว่าคนมุ่งมาดเรื่องแชมป์เก่า โน่นมันเป็นเทพนิยายที่จบไปแล้ว ปัญหาคือพวกเขาแปลงเป็นทีมที่จะต้องลุ้นเรื่องอยู่รอดไหมรอดในพรีเมียร์ลีก

แม้นักฟุตบอลได้ขวัญกำลังใจจากท่านเจ้าคุณธงชัย ที่อวยพรว่าเลสเตอร์ไม่ตกชั้น แม้กระนั้นเวลานี้สถานะการณ์มันสุ่มเสี่ยงมาถึงจุดนี้แล้ว จะร้อยเปอร์เซนต์คงมิได้ นักฟุตบอลจะต้องสู้เต็มที่เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุด

มองคะแนนแล้วเลสเตอรา์เก็บได้ 21 แต้มจาก 23 เกม เป็นตัวเลขที่เลวทรามที่สุดในฐานะแชมป์เก่าที่ลงเล่นซีซั่นต่อมา ที่สำคัญฟอร์มตกแบบสุดๆมันเกิดขึ้นด้วยสถิติที่ว่าไม่ยิงประตูผู้ใดมาสี่ครั้งติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับหมดยุค ไนเจล เพียร์สัน เมื่อ พฤศจิกายน 2014

ยุค เพียร์สันเมื่อสามปีก่อนนั้นไม่ยิงผู้ใด 5 ครั้งติดต่อกัน

อีกทั้งเกมนอกคิง พาวเวอร์ ในปีนี้แปลงเป็นจุดบอดของเลสเตอร์ ไปแล้ว พวกเขายังไม่ชนะผู้ใดนอกบ้านเลยในลีกเก็บได้ 3 แต้มจากผลเสมอ 3 นัดหมายนอกนั้นแพ้เรียบ คิดเฉพาะตารางนอกบ้านเลสเตอร์ อยู่อันดับ 19 เป็นอันดับตกชั้น

ยังดีที่ คิง พาวเวอร์ ยังมีพาวเวอร์ให้นักฟุตบอลได้ลุยสู้ พวกเขาได้ 18 แต้มในบ้าน อันดับคะแนนเฉพาะในบ้านอันดับ 10 อยู่รอดปลอดภัยสบายๆถ้าหากไม่คิดมากมายเล่นในบ้านจะต้องชนะให้บ่อยๆเข้าไว้ พวกเขาได้โอกาสรอดพ้นการตกชั้น

อันนี้เป็นสูตรฐานรากของทีมที่ลุ้นรอดไม่รอดในแต่ละปี

เกมในบ้านดี มีแต้มตลอด แบบนี้ไม่ตกชั้นแน่นอนประกันได้เลย หลายทีมใช้สูตรนี้บรรลุเป้าหมาย มาแล้วทั้งนั้น

ปัญหาของ รานิเอรี ยังคงมีอีกเรื่องหนึ่งเป็นสภาพทีมของพวกเขาที่แม้จะใหญ่ขึ้น มีเงินทุ่มซื้อนักฟุตบอลมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ปรากฏว่านักฟุตบอลค่าจ้างแพงดีกรีระดับทีมชาติหลายท่าน กลับมิได้ช่วยทีมและก็เล่นไม่เข้าระบบอะไรเลย

ต่างจากโนเนมทั้งหลายที่เล่นกับทีมมาตลอดยุค รานิเอรี กลับทำได้ดีมากกว่าแจ่มแจ้ง

การที่นักฟุตบอลใหม่สมรรถนะสูงๆไม่สามารถที่จะเล่นได้ดิบได้ดีนั้น เป็นปัญหาที่ทำให้ รานิเอรี ปวดหัวเฉพาะในลีก ซึ่งตรงกันข้ามกับชปล. ที่พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบนอคเอาต์ได้เร็ว ทั้งที่พึ่งแข่งขันชปล. เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชมรม

จุดนี้…รานิเอรี จะต้องเร่งแก้ไข เพราะเหตุว่าช่วงเวลากลางเดือนชปล. จะมาบวกอีกสองนัดหมาย นี่ยังมีเกมเอฟเอ คัพ รีเพลย์ให้เหน็ดเหนื่อยเล่นอีกหนึ่งเกม ด้วยเหตุดังกล่าวแต้มจะต้องมา จะต้องได้ ชัยชนะจะต้องบังเกิด จะเริ่มในเกมกับแมนฯยุไนเต้ดเลยมั้ย

ผมคิดว่า…ถ้าหากพวกเขาชนะปีศาจร้ายแดงได้ ความมั่นใจและความเชื่อมั่น เชิงจิตวิทยาจะมาเพิ่มมากกว่าสามคะแนน

รานิเอรี เองก็อยากกระตุ้นลูกทีมให้ลุยสู้กับแมนฯยูฯ และก็ย้ำชัยชนะหรืออย่างเลวทรามเสมอแมนฯยูฯ ก็ไม่เสียหายอะไร ช่องว่างอาจถูกน้อยลง แม้กระนั้นชั่วโมงนี้แต้มเดียวก็จะต้องเอาแล้วละครับ อย่าคิดเป็นแบบอื่น

แล้วเกมนี้ รานิเอรี จะจัดทีมของเขาอย่างไรดี

ปีนีจะต้องสารภาพว่าเว้นเสียแต่ปัญหาเรื่องทีมที่ใหญ่ขึ้นแต่เล่นในลีกได้ห่วยลง ส่วนใดส่วนหนึ่งก็มาจากการที่พวกเขามี ริยาด ปีศาจเรส เป็นหัวหอกเกมรุกมาตลอดหนึ่งปีที่ได้แชมปฺ ปีนี้ ปีศาจเรส ถูกจับทางได้ ตัวเขาเองก็ไม่อัศจรรย์ราวกับปีที่แล้ว

เกมรุกเลยขาดความน่าสยองลง…ประกอบกับ เจมี วาร์ดี ก็ไม่สบโอกาสรับบอลงามๆและก็หลายทีมเล่นกับเลสเตอร์ก็ไม่บุกมากมาย ย้ำเชิง ตั้งรับรอสวนแบบเดียวกันเลยแปลงเป็นงานยากไปสำหรับเลสเตอร์

มันเป็นปัญหาที่มารวมตัวกันจนทำให้ รานิเอรี ปวดหัว แม้กระนั้นแต่เชื่อว่า รานิเอรี น่าจะยังใช้ขุมกำลังเก่าสู้กับแมนฯยูฯ เป็นเอานักฟุตบอลชุดเก่าๆเป็นแกน แนวรับไม่ต้องพูดหลับตานึกภาพออกสำหรับ 5 ป้อมปราการข้างหลังของพวกเขา รวม ชไมเคิล ด้วย

กึ่งกลางรับ แดนนี ดริงค์วอเตอร์ คุมเกมพร้อมกันกับ เอนดิดี และก็ อัลไบรท์ตัน ส่วนแนวรุกสามคน วาร์ดี, ปีศาจเรส และก็ เดมาไร เกรย์ ในระบบ 4-3-3 ดูให้ดี โอกาซากิ ปีนี้ตกเป็นตัวสำรองหลายครั้ง

รานิเอรี ไม่น่าจะย้ำเกมรุกสู้แมนฯยูฯ แน่ๆ การตั้งรับจะแบบไหนอีกเรื่องหนึ่งครับ

รับลึกหน้าเขตโทษหรือเต็มพื้นที่ในแดนตนเอง คุมโซน รอดักจังหวะ ผีพลาดแล้วสวนกลับ ปลดปล่อยให้ ทีมมูรินโญ เซตบอลบุกเข้าพบ แทกติเตียนกของ รานิเอรี น่าจะออกมาแบบนี้ เพราะเหตุว่าอย่าลืมว่านัดล่าสุดโดนสอยสกปรกที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด 4-1

เชื่อว่าในบ้าน รานิเอรี ไม่ได้อยากให้แมนฯยูฯ เล่นกับพวกเขาได้อย่างนั้นอีก

เหมือนกันครับปีนี้พบแมนฯยูฯ ตั้งแต่ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ และก็พรีเมียร์ลีก แพ้ 2 นัดหมาย แม้กระนั้นโน่นไม่ใช่ที่บ้านของเลสเตอรฺ์ ด้วยเหตุดังกล่าวเฉพาะหน้าแฟนตนเองเกมนี้ จะปลดปล่อยให้เป็นนัดหมายลำดับที่สามติดต่อกันต่อผีแดงมิได้โดยเด็ดขาด

มันต้องมีอะไรพิเศษแงะมาสู้…โน่นเป็นเกมรับแล้วรอสวนซึ่งพวกเขามีทีเด็ดอยู่แล้ว

ทางฝั่งแมนฯยูไนเต็ด ของ มูรินโญ โดนแฟนพร่ำบ่นยับข้างหลังเสมอฮัลล์ ซิตี้ 0-0 ทำให้่อันดับไม่ขยับ ในขณะที่กรุ๊ปบนพลาดหลุดเสมอกับแพ้ พวกเขาแข่งทีหลังกลับไม่สามารถที่จะฉกชุบมือเปิบนั้นเอาไว้ได้

ยังแช่อยู่ที่ 6 ถัดไป

เกมนี้ มูรินโญ น่าจะมีการปรับเปลี่ยนเพศผู้เล่นอีกคราวหลังจากนัดหมายก่อนที่จะว่าไปก็พลาดแบบเดียวกันที่ไม่มี เฟลไลนี ลงในสนาม แม้แต่ชื่อสำรองก็ไม่มี ข่าวสารก็มิได้กล่าวว่าเจ็บอะไร แม้กระนั้นเพราะเหตุใดมิได้ลงเล่นในขณะที่ ฟู ยังพอเพียงมีสาระต่อเกมที่มันตื้อๆแล้วทำอะไรคู่แข่งมิได้

นัดหมายนี้เชื่อเลยว่า เฟลไลนี จะกลับมาเล่นตัวจริง เช่นเดียวกันกับตัวรุกอีกคนหนึ่งเป็น มาร์กซิยาล ส่วนนักฟุตบอลที่แฟนผีอยากมองเห็นลงในสนามเยอะที่สุด แม้กระนั้น มูรินโญ คงไม่ใช้เป็น บาสเตียน ชเหล้าองุ่นสไตนร์

ไม่รู้ว่าแค้นเคืองอะไรนักหนา…

ชไวนี พิสูจน์ให้มองเห็นแล้วว่าเขาเองมืออาชีพ ในขณะที่นักฟุตบอลระดับเขาผ่านเกม ผ่านการบรรลุผลมากกว่า ไมเคิล คาร์ริค ด้วย อายุก็น้อยกว่า จะกล่าวว่าเก่งกว่าก็ได้อยู่ครับ แม้กระนั้น มูรินโย กลับละเลย

ให้เล่นเพราะเหตุว่าช่วงนี้กองกลางไม่มีผู้ใดเหลือแล้ว เมื่อขาย มอร์แกน ชไนเดอลิน ออกไปจากทีม

ชไวนี ยังมีสาระกับเกมระดับนี้ และก็เขาเองมืออาชีพ ซุ่มซ้อมกับทีม ไม่คิดย้ายทีมไปไหน อยากพิสูจน์ตนเองว่ามีสาระกับทีม แม้กระนั้น มูรินโญ กลับไม่เลือก ให้เล่นแบบเสียมิได้ จะต้องมองว่านัดนี้จะใช้ไหม (คงไม่ใช้)

ดูแล้วการจัดตัวคงออกมาเป็น คริส สมอลลิง กับ มาร์กอส โรโฮ, บลินด์, วาเลนเซีย กึ่งกลางก็ เฟลไลนี, คาร์ริค, ป๊อกบา พร้อมกันกับ มคิทาร์ยาน, มาร์กซิยาล และก็ อิบราฮิโมวิช เชื่อว่านัดหมายนี้ มาร์กซิยาล น่าจะสบโอกาสลงเล่นตัวจริง ถ้าหากไม่ใช่ก็ ฆวน มาต้า

มูรินโญ คงจะต้องอ่านไต๋ของ รานิเอรี ออกว่าแม้เป็นเจ้าบ้านแม้กระนั้นไม่น่าบุก ย้ำเกมโต้กลับเพือหวังผลจู่โจมแว้งกัดแมนฯยูฯ ด้วยเหตุดังกล่าวเขาถูกบีบให้จะต้องบุก ก็คงบุกแบบไม่ผลีผลาม และก็หวังจู่โจมขอบเส้น และก็ใช้ลูกตั้งแต่ ลูกครอสให้เป็นประโยชน์เยอะที่สุด

มี เฟลไลนี อยู่แล้วไม่ต้องกลัว

แม้..เลสเตอร์ มีคู่คิด ฮูธกับ มอร์แกน ที่เล่นลูกในอากาศดี แม้กระนั้นหามสองข้างของเลสเตอร์ ก็มิได้เล่นลูกในอากาศได้ดิบได้ดีเท่า เชื่อว่าการจู่โจมของ มูรินโญ ถ้าหากย้ำพื้นทวีปอากาศ เขาน่าจะเลือกเสาสองและก็เสาแรกเป็นหลัก มากกว่าบอมเข้าไปแถวจุดลูกโทษ

ไม่ว่าจะเป็นเตะมุม, ฟรีคิก หรือการเปิดบอลจากข้างๆ กล่าวอีกนัยหนึ่งมันจะต้องให้่ผ่านหัว ฮูธ กับ มอร์แกน โดย อิบราฮิโมวิช เป็นตัวหลอก หรือไม่งั้นก็วัดกันไปเลย ทั้งอิบรา, เฟลไลนี ซึ่งก็สู้ได้อยู่ครับ ถ้าหากแย่งโหม่งกัน

ที่ย้ำตามมาเป็นบอลจังหวะสอง ในกรณีที่ คู่เซนเตอร์เลสเตอร์ ชิงโหม่งได้ บอลหลุดออกมาพื้นที่อันตราย ผู้เล่นแถวสองของผีแดง จะต้องมีส่วนช่วยเก็บบอล หนุนไปใหม่หรือเซตบอลเพื่อหาจังหวะยิงประตู

หมากของ มูรินโญ น่าจะออกมาแบบนี้

บอลข้างๆ ครอสเข้ามาจะใช้มากมายและก็ย้ำเซตพีส เพราะเหตุว่าดูแล้วเจาะกึ่งกลางแน่นแน่ เลสเตอร์ รับเต็มพิกัด

ส่วนแฟนผีก็จะต้องลุ้นเรื่องการจบสกอร์ของพวกเขาว่าจะเด็ดขาดมากมายน้อยแค่ไหน เพราะเหตุว่าปัญหาเวลานี้ไม่ใช่เรื่องอื่นใด นอกเหนือไปจากการยิงประตูของพวกเขาที่จะต้องเฉียบขาดมากกว่านี้ ไม่ใช่ทิ้งขว้างจังหวะทอง

พยัคฆ์ดุคัมแบค

รู้ข่าวมาสักระยะแล้วนะครับว่ามี "เสือ" ตัวหนึ่งกำลังก่อกวนอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส สร้างความทุกข์ร้อนให้ราษฎรใน ลีก เอิง อย่างจงหนัก

แต่ก็มิได้ตื่นเต้นจั๊กแหล่นหรือตกตะลึงอะไรมากมาย ด้วยมีความรู้สึกว่า ลีก เอิง เป็นสนามรบลำแข้งที่อุดมด้วยกลุ่มที่มีความอู๊ดดี้สูง หรือพูดง่ายๆว่า "หมู" นั่นแหละ

ข่าวสารการระเบิดตาข่ายแบบถล่มทลายในศึก ลีก เอิง ของกองหน้าระดับดาวดังคนหนึ่งก็เลยไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร

ขนาด มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่เปลี่ยนร่างเป็นสากกะเบือแข็งทื่อๆทิ่มดาร์กซ์คนไหนก็มิได้เมื่ออยู่ในพรีเมียร์ลีกยังยิงกระจัดกระจายได้เลยคุณ!

หลักฐานสำคัญคือผู้เล่นประเภทดาวซัลโวตีนพระกาฬจากลีกสูงสุดของฝรั่งเศสชอบประสบปัญหา ผลิตสกอร์ได้ไม่กระจัดกระจายดังเดิมในสนามรบลำแข้งที่ฮาร์ดคอร์ยิ่งกว่าอย่างพรีเมียร์ลีก

ได้แก่ มารูอาน ชามัค, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หรือ บาเฟติมบี้ โกมิส รวมถึงรุ่นเก่าๆอย่าง สเตฟาน กีวาร์ซ หรือ ฌิบริล ซิสเซ่

เมื่อมาตะบันลำแข้งในลีกที่มาตรฐานสูงมากขึ้น ระดับความยากมากขึ้น – ปริมาณประตูก็ต่ำลงตามกฎระเบียบ

อนึ่ง ขออนุญาตเว้นเสียแต่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่อยู่เหนือกฏเกฌฑ์ข้อนี้

ฤดูนี้ ราดาเมล ฟัลเกา ลงเล่นให้ โมนาโก ใน ลีก เอิง ไปแล้ว 20 นัด โดยรัวไปแล้วถึง 16 ดอก

ค่าถัวเฉลี่ยในการทำลายตาข่ายให้หมดสิ้นถือว่าสูงมากนะครับ แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าบางคราวอาจเกิดขึ้นเนื่องจาก ลีก เอิง นั้นมีอัตราความอู๊ดดี้สูงเกินกว่าที่จะแสดงอาการวี๊ดว้ายอะไรออกมา

การอยู่กับกลุ่มที่อุดมด้วยดาวดังอย่าง โมนาโก แถมจัดเป็นกลุ่มที่อยู่สูงสุดของห่วงโซ่อาหารของ ลีก เอิง ในฤดูนี้บางทีอาจมีส่วนช่วยเหลือและเกื้อกูลให้ "พี่เสือ" กระหน่ำประตูแบบเป็นกอบเป็นกำ…ก็..เป็น..ได้

จนถึงเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

วลีไทย "สิบปากว่าไม่เท่าตามองเห็น" ก็ปฏิบัติหน้าที่ของมันอย่างเคร่งครัดอีกครั้ง

แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านต้อนรับการมาเยี่ยมของ โมนาโก ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 กลุ่มสุดท้าย นัดแรก ท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมก็เลยได้มองเห็นฟอร์มการเล่นของ ราดาเมล ฟัลเกา แบบเต็มๆอีกครั้ง นับจากเดินคอตกออกมาจากชุดแต่งกายปีศาจแดง ข้างหลังจบฤดู 2014-15 ก่อนจะเจอความจริงว่าพี่เสือกลับมาแล้ว

กองหน้าวัย 31 ผู้นี้ว่องไวขึ้นมากมายเลยทีเดียวขอรับ

ราดาเมล ฟัลเกา ทำได้ 2 ประตูในเกมนี้

ประตูแรกจากการทะยานเข้าไปชนลูกตุงตาข่าย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญชาติญาณของนักล่าและวิญญาณของเพชฌฆาตที่กลับมาสิงร่างอีกครั้ง

ส่วนประตูที่ 2 จำต้องใช้คำว่า "เหนือดุจทวยเทพ"

พี่เสือมึงเล่นงานด่านข้างหลังค่าตัวเกือบ 50 ล้านปอนด์อย่าง จอห์น สโตนส์ กระทั่งเสียหมา ก่อนบรรจงชิพไม่เห็นหัวผู้รักษาประตูของ แมนฯ ซิตี้ อย่างเหนือชั้นสุดๆ

แม้จะสังหารจุดโทษพลาดไปแบบง่ายๆแถม โมนาโก เป็นฝ่ายปราชัย แต่ก็เพียงพอจะอนุโลมได้ว่า ราดาเมล ฟัลเกา กลับมาเป็นสุดยอดดาวกระหน่ำประตูเหมือนที่ตัวเขาเองเคยเป็นอีกครั้ง

คิดแล้วก็เสียดายจัง อิอิอิ

ทวนเข็มนาฬิกากลับไปสักราวๆ 4-5 ปีที่แล้ว

ในจุดนั้น ราดาเมล ฟัลเกา มีชื่อเสียงว่าเป็นศูนย์หน้าตีนวางลำดับหนึ่งของโลก (และดาวอังคาร)

2 ฤดูที่เป็นโคตรเพชฌฆาตให้ แอตเลติโก มาดริด กองหน้ากลุ่มชาติโคลอมเบียผู้นี้ไล่กระหน่ำประตูคู่ต่อสู้ไปถึง 70 ดอก

นั่นนำมาซึ่งการทำให้โคตรมหาเศรษฐีกลุ่มหนึ่งอย่าง โมนาโก จำต้องเอาฟ่อนธนบัตรไปห่อตัวเขาออกมาจากกลุ่มยี่ห้อหมีหน่วยรบเฉพาะกิจ

ฤดู 2013-14 ภายหลังที่ลงเล่นให้ โมนาโก ไป 19 นัด โดยรัวไป 11 ประตู "เอล ติเกร" ก็มีอันจำต้องบาดเจ็บอย่างจงหนัก เว้นแต่จะอดลงเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ยังถูกลักพาตัวไปจากฟลอร์หญ้าตรงเวลากว่าครึ่งปีเลยทีเดียว

หายเจ็บกลับมาก็กลายเป็นข่าวใหญ่ เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด ตกลงขอยืมตัว ราดาเมล ฟัลเกา มาจาก โมนาโก มาใช้งานด้วยค่าตอบแทนอันอย่างใหญ่โต ท่ามกลางความปรีด์เปรมสุขสมของคนขายวิญญาณให้ปีศาจแดงทุกหมู่เหล่าที่พากันซอยบั้นเด้ายิกๆๆๆๆๆๆโทษฐานที่กลุ่มตัวเองได้ดาวยิงลำดับหนึ่งของโลกมาเป็นหน่วยล่าสังหาร

แต่ก็อย่างที่เข้าใจกันดีนั่นแหละขอรับ

ฤดู 2014-15 "พี่เสือ" ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปทั้งหมด 29 นัด โดยยิงได้เพียงแค่ 4 ประตูเท่านั้น

อย่าว่าแต่ว่ากระหน่ำตาข่ายเลยขอรับ เพียงแค่จับบอลยังไม่ค่อยจะอยู่เลย

จากเสือร้ายแปลงเป็นยุ่งระบากชัดๆ(โถ…พ่อคุณ)

สภาพร่างกายนี่แหละเป็นปัญหาใหญ่ ราดาเมล ฟัลเกา พึ่งจะกลับมาจากอาการป่วยแข้งอย่างหนัก แถมห่างเหินจากการเริงระบำบนฟลอร์หญ้าไปนานเกินกว่าที่จะปรับสภาพให้กับสนามรบลำแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วและหนักหน่วงมากอย่างพรีเมียร์ลีก

เมื่อเล่นมิได้ และยิงมิได้ – ความแน่ใจก็เริ่มลดน้อย ยิ่งยิงมิได้ ความแน่ใจก็ยิ่งหดหาย

ฤดูแรกของเขาในเครื่องนุ่งห่มปีศาจแดงถือว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า

ถ้าพวกเรามั่นใจว่า ราดาเมล ฟัลเกา คือสุดยอดดาวยิงระดับตีนมหาฉิบหายคนหนึ่งในโลกลูกหนัง เพียงเขาเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรง สภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย – แมนฯ ยูไนเต็ด ควรให้เวลาเขาปรับตัวอีกสักระยะพลางเสี่ยงเดิมพันอีกสัก 1 ฤดู

แต่ภายหลังจากคำนวณดูแล้ว หลุยส์ ฟาน กัล คงจะมีความรู้สึกว่ามันเสี่ยงเหลือเกินก็เลยตัดสินใจไม่ต่อสัญญา ด้วยประเมินว่ากองหน้าผู้นี้เป็นผู้เล่นที่หมดสภาพ

ทันใด เชลซี ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีกก็โผล่เข้ามาแสยะยิ้มสยอดสยอง

เข้าใจว่าที่ปรึกษาของกลุ่มสิงห์บลูส์ในในขณะนั้นอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ คงจะอยาก "ลองของ" ประมาณว่าหมูไม่กลัวน้ำร้อน แถมยังได้กวนตีนปีศาจแดงไปในตัวอีกต่างหาก คือมึงใช้ไม่ได้ใช่ไหม ช่างเถอะ เดี๋ยวกูใช้ให้มองเอง

ฤดูที่แล้วลงเล่นให้ เชลซี ทั้งหมดแค่เพียง 12 นัด (ทุกรายการ) โดยทำได้เพียงแค่ประตูเดียว

ใครบางคนก็เลยรำพึงรำพันอยู่เพียงลำพัง "ถ่ม!…นึกว่าจะแน่"

ราดาเมล ฟัลเกา แทบจะไม่ต่างจากเสือแก่ที่สายตาฝ้าฟาง-เขี้ยวเล็บผุพัง แถมเป็นเสือตรากตรำที่โดนลูกปืนพรานกระทั่งบาดเจ็บอีกต่างหาก

"เสือตรากตรำ" ที่หมดสภาพแบบนี้ไล่ล่ากระทิงหรือกวางใหญ่ในพงไพรไม่ไหวหรอกขอรับ

จับกินได้ก็แต่น้องหมาของราษฎรเท่านั้น!

จบฤดู 2015-16 อดีตกาลดาวยิงตีนวางลำดับหนึ่งของเมืองมนุษย์ผู้นี้ก็เลยไม่เป็นที่เรียกร้องของ เชลซี อีกต่อไป รวมถึงยักษ์ใหญ่กลุ่มอื่นๆด้วยกระทั่งจำต้องซมซานกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ โมนาโก อีกครั้ง

รับตามจริงว่าผมไม่คิดว่า ราดาเมล ฟัลเกา จะกลับมาอยู่ในฟอร์มอันสุดยอดของตัวเองอีกครั้ง เพราะดูมุมไหนก็พบว่ามันผ่านไปหมดแล้ว เขาผ่านจุดสุดยอดของตัวเองเป็นที่เป็นระเบียบเรียบร้อย

ฤดูนี้พี่เสือยิงประตูแรกให้ตัวเองได้เสร็จในเกมที่ 2 ของ ลีก เอิง ซึ่ง โมนาโก กระหน่ำ แรนส์ ไปด้วยสกอร์ 3-0

นับจากนั้นก็เริ่มผลิตสกอร์ได้เรื่อยๆโดย 9 นัดแรกที่เล่นให้ โมนาโก ในฤดูนี้ พี่เสือมึงยิงได้ถึง 7 ประตู

เมื่อรัวตาข่ายได้อย่างต่อเนื่อง ความแน่ใจก็คืนมาอีกครั้ง เช่นเดียวกับสภาพร่างกายที่บริบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ

เกมล่าสุดที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ดาวยิงวัย 31 ผู้นี้กดไปอีก 2 ดอกตามที่เล่าเป็นตัวหนังสือไปนั่นแหละ (คนไหนมิได้มองถ่ายทอดสดก็ไปหามองในคลิปเอาแล้วกัน) เท่ากับว่าฤดูนี้ลงเล่นไปแล้ว 26 นัด (ทุกรายการ) โดยทำได้ 21 ประตู

เหนือกว่าสถิติการยิงประตูที่เป็นตัวเลข คือฟอร์มการเล่นที่พึ่งจะมองเห็นแบบสดๆนี่แหละขอรับ

สัมผัสได้ถึงความว่องไวดุจเสือชายหนุ่มที่สามารถสืบพันธุ์ได้วันละ 200 ดอก นั่นคือเหตุผลที่พูดว่าเพราะเหตุใดถึงมีความคิดว่า "อวัยวะสืบพันธุ์ของเสือเพศผู้" คือสุดยอดยาบำรุงสมรรถนะทางเซ็กซ์กระทั่งกลายยอดเยี่ยมในมูลเหตุให้สัตว์ป่าชนิดนี้ใกล้สูญพันธุ์

กว่าครึ่งปีนะครับที่ ราดาเมล ฟัลเกา นอนแทรกกับอาการบาดเจ็บ บวกกับอีก 2 ฤดูเต็มๆที่พยายามหาทางกลับออกมาจากเขาวงกตที่ความเสื่อม

สุดท้ายก็ทำสำเร็จ – มองเห็นแบบนี้แล้วก็กระปรี้กระเปร่านะครับ

นี่คือตัวอย่างชั้นดี แถมเป็นกรณีศึกษาว่า…มนุษย์เรา ถ้ามีความอุตสาหะและพยายามโดยไม่ท้อแท้หรือท้อใจไปเสียก่อน คนที่เคยเป็น "เสือ" ก็มีสิทธิ์กลับมาเป็น "เสือ" ดังเดิมได้อีกครั้ง

…ว่าแล้วก็ให้ระลึกถึงดาวเตะอีกคนที่อายุ 31 เท่า ราดาเมล ฟัลเกา ที่กำลังจะถอดใจหนีไปค้าลำแข้งพลางโกยเงินในเมืองจีนดียิ่งกว่า ด้วยเหตุว่าขณะนี้ตัวเองไม่มีที่ลงในกลุ่มตัวจริงของปีศาจแดง

นับถอยหลังสู่ 8 นัดสุดท้ายลุ้นแชมป์พรีเมียร์ระหว่างเชลซี กับ ทอตแนมฮอตสเปอร์

แต้มห่าง 7 อาทิตย์นี้มีโปรแกรมต่างระยะเวลากันแล้วก็เป็นกลุ่มไก่เดือยทองคำมีโอกาสลดช่องว่างเหลือ 4 ให้เชลซีกดดัน ถ้าหากว่าพวกเขาชนะวัตฟอร์ด ได้ก่อน ปลดปล่อยให้เชลซีบุกเยือนบอร์นมัธ ด้วยแรงกดดันบ้าง

หลังจากกลุ่มคอนเต้ชนะในเกมปัจจุบันเขาระบุว่าขออีก 18 แต้มจาก 24 ที่เหลือ โน่นเป็นชนะ 6 นัดหมาย หากเป็นได้ชนะรวด 6 นัดหมายนี้เลย เชลซีจะคว้าแชมป์พรีเมียรฺ์ลีกทันที

ในจุดนี้เชลซีไม่ต้องพึงพอใจสเปอร์ส เล่นเพื่อกลุ่มตัวเอง เล่นเพื่อชนะอย่างเดียว จะชนะแบบไหน ต้องชนะ เพื่อทำให้ช่องว่างนั้นคงอยู่แบบนี้หรืออาจโชคดีหากสเปอร์สสะดุดมันจะมากขึ้นแล้วก็สำเร็จเชิงจิตวิทยาให้พวกเขามีโอกาสใกล้แชมป์มากยิ่งกว่าชนะรวด 6 นัดหมาย

มันอาจจะเหลือ 5 หรือ 4 ก้ได้่นะครับ
กล่าวอีกนัยหนึ่งแชมป์อยู่ในมือเชลซีแล้วก็เป็นกลุ่มคอนเต้ ถือถ้วยพรีเมียร์ลีกอยู่ ตอนที่สเปอร์สอุตสาหะมายื้อแย่งอยู่เดี๋ยวนี้

สเปอร์สมีโอกาสมั้ยนะครับ???

ผมว่ามีครับผม

7 คะแนนกับอีก 8 นัดหมายไม่ห่างนะครับ แม้มันดูเป็นใจให้เชลซีแต่จากการที่พวกเขาพลาดท่าสะดุดต่อคริสตัล พาเลส ค้างบ้าน มันทำให้มองเห็นว่าช่วงท้ายฤดูกาล ความตึงเครียด แรงกดดัน ความเกร็งมาเยือนแล้ว

ในขณะที่เกมของพวกเขาเหนือกว่าพาเลส จังหวะยิงเยอะมาก แต่กลับพลาดไปหมด

กลุ่มลุ้นแชมป์เกลียดแล้วก็กลัวเรื่องแบบนี้นะครับ เล่นแล้วมันดูตั้งใจเกินความจำเป็นทั่จะยิง ที่จะชนะคู่ปรปักษ์ มันผิดธรรมชาติตัวเองไปซะอย่างนั้น เป็นหากเชลซีไม่แพ้พาเลส แล้วก็ในวันนั้นสเปอร์สน่าจะแพ้สวอนซีอยู่แล้วนะครับ

แต้มนำ 10 จนกระทั่งตอนทดในตอนที่ลิเบอร์ตี้ กลายเป็นลูกทีม เมาริสิโอ โปเชตตำหนิโน มีลูกฮึดไล่ยิงสามประตูระหว่างนาทีที่ 88, 90+1 จนกระทั่ง 90+4 ยิงสามประตูในระยะเวลา 6 นาที กล่าวอีกนัยหนึ่งยืงประตูทุกๆสองนาที

ในขณะที่ไม่มีตัวความหวังอย่าง แฮร์รี เคน ลงสู่สนาม

โน่นเป็นข่าวดีแล้วก็ประเด็นบวกๆของแฟนไก่แล้วก็ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากคำว่า spursy ที่เป็นนิยามของพวกเขาที่มักพลาดท่า ตกม้าตายในเกมสำคัญแล้วก็เกมที่ต้องการชัยชนะเพื่อลุ้นต่อ หากเทียบกับปีที่แล้ว

ระยะนี้พวกเขาเริ่มห่วยนั่นแหละนะครับ แต่ปีนี้พวกเขายังสู้ต่อ ยังไม่หมดลุ้น มันยังมีโอกาสหากสู้ต่อแล้วก็หวังว่าชัยชนะต่อเกมกับสวอนซี จะเป็นพลังแอบแฝงให้นักเตะสเปอร์ส เดินหน้าสู้ต่อ ในขณะที่ความหวังมีไม่มาก

ด้วยเหตุว่าแชมป์อยู่ในมือเชลซี แล้วก็ควรเป็นเชลซีแค่นั้นที่จะพลาด

แฟนไก่รอลุ้นให้ตัวเองชนะไว้ก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากัน หากตัวเองยังชนะไม่ได้แล้วก็อดสามแต้ม ผมว่าอันนี้ยากละ ด้วยเหตุว่านี่ไม่ได้แข่งกับตัวเอง พวกเขาแข่งกับเชลซี ที่มีข้อผิดพลาดน้อย นานๆแพ้ที

แต่ไม่ต้องมาก…ไม่ต้องถึงกับแพ้หรอกนะครับใน 8 นัดหมายที่เหลือ ลองพลาดท่าเสมอสักสองนัดหมายติด แล้วสเปอร์สชนะรวด

มันจะเป็น 6 ต่อ 2 แต้ม เท่ากับเชลซีได้เพิ่มมา 2 เป็น 9 แต้มที่ห่าง แล้วลบออก 6 จะเหลือเพียงแค่ 3 เท่านี้กลุ่มยี่ห้อไก่มีโอกาสคว้าแชมป์ได้เท่าๆกับเชลซีแล้วครับผม มันเป็น 51-49 แล้วครับผม หากนำกันเพียงแค่สามคะแนน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยพลาดท่าต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นด้วยเหตุว่าผลเสมอ 3 นัดหมายในตอนโค้งสุดท้าย หรือเคยเสียแชมป์ให้ อาร์เซนอลตอนนำ 11 แต้มเมื่อถึงเดือน มีนาคม แต่ปืนชนะรวด 10 นัดหมายท้ายที่สุด ผีหลุดเสมอสองสามนัดหมาย มีแพ้ด้วย

จบเลย….

ถึงแม้ว่าอันโตนีโอ คอนเต้ เคยตกม้าตายกับยูเวนตุส แบบว่านำ 5 เมื่อเหลือ 3 นัดหมาย แต่ดันแพ้แล้ว ชูแชมป์ให้ลาสิโอไป

แฟนกัลโช นึกออกดีนะครับซีซั่น 1999-2000 ผมเคยเขียนไปกาลครั้งหนึ่ง ด้วยความรู้สึกวิตกกังวลของ คอนเต้ ในฐานะนักเตะยูเวนตุสแล้วก็เจ้านายเขาเป็น คาร์โล อันเชลอตตำหนิ 8 นัดหมายท้ายที่สุดแพ้ 4 จากที่นำห่าง

ก่อนลงสู่สนามนัดหมายท้ายที่สุดลาสิโอ ของสเวนโกรัน อีริคส์สัน ตาม 2 แต้ม แล้วก็ไปเยือนเรจจิน่า…เป็นลาสิโอ ชนะเจ้าบ้าน เรจจิน่า นั้นเป็นได้แน่นอน เล่นที่สนาม เรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ คูรี ไม่มีปัญหา แต่การที่ยูเวนตุสเจอกับเปรูจา ที่รอดพ้นการตกชั้นไปแล้ว

คนใดกันกล้ารับประกันว่าเปรูจา จะเล่นเต็มที่???

หนักกว่านั้นเป็นเกมของลาสิโอจบก่อน แต่เกมของยูเวยังไม่จบ ฝนตกหนักเกมเลื่อนไป 80 นาที หากเรียลไทม์เป็น ลาสิโอ ขณะนั้นแซงขึ้นเป็นหัวหน้าฝูงในนัดหมายท้ายที่สุดรอให้ยูเวนตุสเตะจบ แล้วก็หากชนะเปรูจา เจ้าม้าลายก็คว้าแชมป์เช่นเดียวกัน

ผลเป็นยูเวนตุสแพ้เปรูจา 1-0 จากลูกอลเวงหน้าเขตโทษ…และตีเสมอไม่ได้ แพ้นัดหมายท้ายที่สุดถึงกับชวดแชมป์เฉย!

เรื่องราวกลุ่มนี้อยู่ในหัวของ คอนเต้ จนทำให้พวกเราเองอดคิดไม่ได้ว่า….เขามีบทเรียนราคาสูงเมื่อ 17 ปีกลาย ยุคเป๋นนักเตะ เรื่องนี้ไม่น่ากลับมาหลอกอีกที เขาต้องแก้ไขมันให้ได้เมื่อมาเป็นผู้ฝึกสอน

แต่อย่างว่าแหละครับริษัท…จนกระทั่งคุณยังทำการแข่งขันชิงชัยอยู่ จังหวะแบบนี้มันมีเกิดขึ้นอยู่แล้วนะครับ

คาร์โล อันเชลอตตำหนิ เคยพลาดแชมป์สคูเดตโต เมื่อขณะนั้น เขาก็ยังพลาดแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีกในขณะที่นำหงส์แดง ลิเวอร์พูลในปี 2005 อยู่สามลูกเมื่อจบครึ่งแรก แต่ท้ายที่สุดโดนตีเสมอแล้วก็ขยายเวลาพิเศษบุกยังไงก็ยิงไม่ได้ แถมแพ้จุดโทษอีก

คอนเต้….น่าจะคิดหนักแล้วก็ต้องอุตสาหะกระตุ้นลูกทีมว่านำ 7 แต้ม อย่าหลงระเริง แล้วก็ประมาทผู้ตามอย่างสเปอร์ส ที่น่าจะแพ้สวอนซี แต่เพียงพอตีเสมอได้นาทีที่ 88 พวกเขาสอยอีกสองลูกจนหมดเวลา พลิกกลับมาชนะ 3-1

เรื่องราวแบบนี้มันไม่ใช่ชนะแล้วได้เพียงแค่สามแต้ม

สเปอร์สได้ 9 แต้มเลยนะครับวันชนะสวอนซี

แทนที่หากแพ้แต้มจะกลับไป 10 แล้วท้อใจลุ้นแชมป์ในจุดนี้ สเปอร์สมีความหวัง แต่อาจไม่มากเท่ากับเชลซี อันนี้ตามหน้าเสื่อครับผม แล้วก็หากกวาดตาดูโปรแกรม 8 นัดหมายท้ายที่สุด หากเชลซีต้องการชนะ 6 นัดหมาย

พวกเขาจำเป็นต้องเจอกับคนใดกันบ้าง แล้วก็สเปอร์สเองเจอกับคนใดกันบ้าง

เชลซี สเปอร์ส

นัดหมายที่ 31 บอร์นมัธ(ย) วัตฟอร์ด (ห)

นัดหมายที่ 32 แมนฯยูฯ (ย) บอร์นมัธ (ห)

นัดหมายที่ 33 เซาแฮมป์ตัน(ห) พาเลส (ย)

นัดหมายที่ 34 เอฟเวอร์ตัน (ย) อาร์เซนอล (ห)

นัดหมายที่ 35 โบโร (ห) เวสต์แฮม (ย)

นัดหมายที่ 36 เวสต์บรอม (ย) แมนฯยูฯ (ห)

นัดหมายที่ 37 ซันเดอร์แลนด์ (ห) ฮัลล์ (ย)

ส่วนเกมเชลซีตกค้างวัตฟอร์ด แล้วก็สเปอร์สตกค้างกับ เลสเตอร์ นั้น รอลงวันแล้วก็เวลาทั้งคู่โปรแกรมเนื่องจากว่าสองกลุ่มนี้มีคิวเตะเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ในวันที่ 22 เม.ย. พบกันเอง พิสูจน์กันเหตุว่าคนใดกันมีโอกาสลุ้นดับเบิลแชมป์ได้

หากดูโปรแกรมแล้วก็หนักค่อยไม่ต่างอะไรกัน แฟนเชลซี ดูไปที่เกมแมนฯยูฯ กับ เอฟเวอร์ตัน ส่วนแฟนไก่นั้นดูเกม อาร์เซนอล, แมนฯยูฯ แล้วก็แถมเลสเตอร์ สิตี้ ที่ชนะรวดทุกนัดหมายกลับมาเป็นกลุ่มแชมป์เหมือนเดิม

ปัญหาอยู่ที่ว่านับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป…..คนใดกันสะดุด เผชิญปัญหาแน่ๆ

สเปอร์สสะดุด ช่องว่างจะห่างแล้วก็แทบจะหมดลุ้น แต่หากเชลซีสะดุดแลสเปอร์สเก็บได้ พวกเขามีลุ้นแชมป์แบบเต็มกำลัง แล้วก็สามารถบอกได้เต็มปากว่ามีโอกาสเป็นแชมป์ แต้ม 7 เดี๋ยวนี้ สะดุดสักนัดหมายสองนัดหมาย โดยเฉพาะเชลซี ช่องว่างจะลดฮวบฮาบ

ในระยะเวลานี้อาจต้องให้เครดิตกลุ่มเชลซีของ คอนเต้ ก่อนว่า มีลักษณะเด่นมากยิ่งกว่าข้อด้อย แล้วก็พวกเขาพร้อมเป็นแชมป์มากยิ่งกว่าสเปอร์ส อันนี้ว่ากันตามหน้าเสื่อ ไม่ใช่ว่ากันด้วยความหวัง แต่หากกลุ่มของคอนเต้ ไม่อาจจะนำลักษณะเด่นตัวเองเรื่อง รัดกุม พลาดยากเสียยาก มาใช้ได้ทันทีทันควัน

เสียสมาธิแล้วก็กดดันตัวเองมากไป ข้อด้อยของพวกเขาจะก้าวมาแทนที่ แบบนั้นจังหวะสะดุดมีมาก เสมือนเกมที่แพ้คริสตัล พาเลสในขณะที่โดนบุกไม่กี่ครั้ง โน่นเป็นด้วยเหตุว่าพวกเขาเสียสมาธิ แล้วก็เพียงพอโดนนำ กลายเป็นกดดันแล้วก็เกร็งตัวเองไป

นี่เกมปัจจุบันที่ชนะ แมนฯสิตี้ 2-1 ชี้ให้เห็นว่าพวกเขากลับมาตั้งสติได้อีกที

ส่วนสเปอร์สไม่ต้องคิดอะไรมาก…ไม่มี แฮร์รี เคน นำแนวรุก พวกเขาต้องชนะอย่างเดียว ด้วย ซอน เฮือง มิน, เดลเล อัลลี, คริสเตียน เอริคเซน ตัวทำเกมรุกสามคนนี้ที่สลับหน้ากันยิงแล้วก็ช่วยกลุ่มได้ บวกกับเซตพีส เตะมุม ฟรีคิก ที่จะมาช่วยเสริมให้มีโอกาสชนะง่ายชึ้น

ลิเวอร์พูล ขอซื้อดูโอ บราซิเลียน ก่อนย้ายเข้า สแต็มฟอร์ด บริดจ์

ข่าวลือว่า หงส์  นั้นเคยพยายามที่จะคว้าตัวสตาร์ทั้ง 2 ของ สิงโตน้ำเงิน คนปัจจุบันอย่าง ดิเอโก้ คอสต้า และ วิลเลียน ก่อนที่ทั้งสองจะย้ายไปอยู่ในถิ่น สแต็มฟอร์ด บริดจ์

คอสต้า และ วิลเลียน ได้ย้ายเข้ามาอยู่กับสโมสรในกรุ่งลอนดอนเมื่อปี 2013 และ 2014 ตามลำดับ ด้วยค่าตัวรวมกันราว 62 ล้านปอนด์

ตามรายงานของ เทเลกราฟ อ้างว่า หงส์  สโมสรแห่งเมอร์ซีย์ไซด์นั้นขอ|เจรจา|ทาบทาม|พยายาม}ติดต่อไปยังนักเตะทั้ง 2 คนนี้ในแต่ละปีก่อนที่ทั้งคู่จะเลือกทีม สิงโตน้ำเงิน ในที่สุด

โดยสื่อจาก สายงานข่าว W88 อ้างเหตุผลที่ทำให้ดูโอที่เกิดใน บราซิล ไม่สนใจย้ายเข้ามาค้าแข้งที่ แอนฟิลด์ นั้นเป็นเพราะว่าข้อเสนอไม่ดีพอนั่นเอง

วิลเลียน และ คอสต้า วัย 28 ปี ทั้งคู่ได้ช่วย สิงโตน้ำเงิน คว้าดับเบิลแชมป์ทั้ง พรีเมียร์ลีก และ ลีกคัพ ในฤดูกาล 2014/15 ภายใต้การทำทีมของอดีตกุนซือของพวกเขา โฆเซ มูรินโญ

ในฤดูกาลนี้สองสตาร์ของ สิงโตน้ำเงิน ยังช่วยให้ทีมขึ้นไปอยู่อันดับที่หนึ่งของตารางคะแนนตอนนี้ มีลุ้นที่จะได้แชมป์ลีกสูงสุดของ อังกฤษ อีกครั้ง

คอสต้า นั้นนำเป็นดาวเด่นของ สิงโตน้ำเงิน อยู่ขณะนี้ โดยยิงไป 17 ประตู จากการลงเล่นทั้งหมด 28 เกม ขณะที่วิลเลียน เองไม่ค่อยได้มีบทบาทมากเท่าไหร่นัก

อดีตปีกตัวจี๊ดของ ชัคตาร์ โดเน็ตส์ ได้สตาร์เป็นตัวจริงเพียงแค่ 2 นัดใน 7 เกมล่าสุดเท่านั้น โดยที่ อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือ อิตาเลียน ของทีมมักจะใช้บริการของ เปโดร อดีตนักเตะ บาร์เซโลนา ทำเกมรุกมากกว่า

คาร์เล็ตโต้ รอดพ้นแจกนิ้วแฟนบอลหลังบริจาคเงิน

นายใหญ่ทีมพี่เสือรอดถูกแบนหลังชูนิ้วกลางใส่แฟนบอลฝ่ายตรงข้ามในเกมลีกล่าสุด นัดเยือนเสมอ 1-1 แฮร์ธา เบอร์ลิน

 

อันเช่ นายใหญ่ บาเยิร์น มิวนิค ยอมรับตนแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทั้งนี้กองเชียร์คนดังกล่าวถ่มน้ำลายใส่ระหว่างเดินเข้าห้องแต่งตัวหลังจบเกม เนื่องจากแฟนบอลแฮร์ธาไม่พอใจผู้ตัดสินที่ทดเวลาบาดเจ็บถึง 6 นาที ทำให้เสือใต้ได้ประตูตีเสมอ

นายใหญ่ของบาเยิร์น มิวนิค ถูกสหพันธ์ลูกหนังเยอรมันเรียกตัวให้มาชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งหลังการสอบสวนเขาได้บริจาคเงินจำนวน 5,000 ยูโร ให้กับองค์กรการกุศลของเดเอฟเบ

เคสซิเย่ เผยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือทีมในฝัน แต่ไปสิงห์บลูก็ได้เช่นกัน

ฟรองค์ เคสซิเย่ มิดฟิลด์ฟอร์มแรงของ อตาลันต้า ยอมรับว่าตัวเองเป็นแฟนตัวยงของ ผี แต่ถ้าเป็น สิงโตนํ้าเงินคราม ก็พร้อมที่ย้ายเหมือนกัน

 

เคสซิเย่ กําลังทําผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับ อตาลันต้า โดยตัวเขาลงแข่งไปแล้ว 20 แมตซ์ทําได้ 6 ประตูและ 1 แอสซิสต์มีส่วนช่วยให้ อตาลันต้า อยู่อันดับ 5 ของตารางคะแนนกัลโช่ เซเรียอาในเวลานี้

 

มิดฟิลด์วัย 20 ปีเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่มากมายไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,เชลซี,อาร์เซน่อลและปารีส แซงต์-แชร์กแมง

 

''แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือทีมในฝันของผม''

 

''แต่เชลซีก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน''

รูนีย์ ปัดไปจีนขออยู่ช่วยผีก่อน

เสี่ยหมู กองหน้ากัปตันทีมของ ผี ออกมาปฏิเสธข่าวลือว่าตัวเขากําลังจะย้ายไปค้าแข้งที่แดนมังกร ซึ่งไม่เป็นความจริง

 

หัวหอก วัย 31 ปีตกเป็นข่าวลืออย่างหนักว่ากําลังจะย้ายไปค้าแข้งที่ประเทศจีนแถมตัวเขายังไม่ได้รับการการันตีเป็นจริงที่ ผี อีกด้วย

 

แม้เอเยนต์ส่วนตัวของ เสี่ยหมู จะเดินทางไปเจรจาถึงประเทศจีน แต่ทุกอย่างต้องจบลงเพราะเจ้าตัวออกมาปฏิเสธข่าวลือทั้งหมดด้วยตัวเอง

 

''ผมจะอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อไป ผมดีใจมากที่ได้รับความสนใจจากสโมสรต่างๆ''

Scroll To Top